หางานยาก/โตยาก เพราะจบสถาบันไม่ดัง?


“จากที่หนูสัมผัสมา บริษัทหนู ตำแหน่ง xxxx

นี่ต้อง(จบ)นอกหรือไม่ก็ต้องจุฬา ธรรมศาตร์ นะพี่”

 

ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างผมและน้องคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน น้ำเสียงที่พูดของน้องนั้น เป็นน้ำเสียงที่แสดงความรู้สึกตัดพ้อเรื่องต้นทุน(การศึกษา)ของเธอที่ไม่ได้มาจากสถาบันชื่อดัง ไม่ได้จบต่างประเทศ ทำให้สิ่งที่เธอเคยวาดฝันว่า วันหนึ่งจะได้เจริญเติบโตไต่เต้าขึ้นไปเป็นตำแหน่งสำคัญในองค์กรนั้นถูกสกัดดาวรุ่งจากการแบ่งชั้นของสถานบันการศึกษา

 


HR Experience vs. Brand Experience

ก่อนจะอธิบายให้เข้าใจความคิดของ HR ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร ผมขออนุญาตเปรียบเทียบ Brand Experience กับ HR Experience (จริงๆ คือคนละเรื่องนะครับ แต่เพื่อความเข้าใจ)

Brand Experience คือประสบการณ์ที่ผู้ใช้ ลูกค้า หรือผู้ซื้อ มีต่อ Brand นั้นๆ ผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ Brand ทำ ทั้งจากในสิ่งที่่จับต้องได้ และ จับต้องไม่ได้ ตัวอย่างที่ถูกยกอยู่บ่อยๆ ได้แก่ Brand Experience ของ Starbucks ร้านกาแฟที่ไม่ได้ขายกาแฟ แต่ขาย Experience ผ่านรูปแบบการตกแต่งร้าน ผ่านการบริการของพนักงานในร้าน เช่น การให้ความใส่ใจลูกค้า จดจำชื่อลูกค้าและสามารถทักชื่อได้ถูกต้องประหนึ่งคนรู้จัก รวมถึงจดจำได้ว่าลูกค้าชอบดื่มเครื่องดื่มแบบไหน ใส่อะไรไม่ใส่อะไร

Brand Experience สำหรับ Candidate หรือ ผู้สมัครงานก็มีเช่นกัน ที่ HR ส่วนใหญ่ มีต่อ Candidate แต่ละ Brand (แต่ละสถาบัน) มีทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้เช่นกัน และ HR ซึ่งเป็นด่านแรกที่ได้สัมผัส Experience กับ Candidate จำนวนมหาศาล ก็จะมี Set ของ Experience คล้ายๆ กัน เช่น

  • Candidate ที่จบจากสถาบันชื่อดัง มีโอกาสที่จะเจอคนเก่งสูง
  • Candidate ที่จบจากสถาบันชื่อไม่ดัง มีโอกาสเจอคนที่ไม่เก่งสูง
  • Candidate ที่จบจากต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ อ่าน พูด ฟัง เขียน น่าจะคล่อง
  • Candidate ที่ส่ง Resume เป็นภาษาไทย มีโอกาสสูงที่ Candidate จะไม่เก่งภาษาอังกฤษ
  • Candidate ที่เพิ่งจบใหม่ ส่วนใหญ่ทำงานไม่เป็น
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

หากถามว่า ความเข้าใจของ HR ข้างต้น เมื่อเทียบกับความเป็นจริงนั้น ถูกต้องหรือตรงกัน 100%เสมอไป หรือไม่?

ขอตอบว่า ไม่เสมอไป เช่น สถาบันดัง ก็มีคนไม่เก่งรวมอยู่ในนั้นด้วยจริง ในขณะที่สถาบันไม่ดัง ก็สามารถมีคนเก่งได้เช่นกัน

 

แต่หากอยากจะเข้าใจ HR ว่าได้ Experience ข้างต้นมาอย่างไร คงต้องย้อนกลับไปถึงหน้าที่ของ HR ก่อน อยากให้คุณลองสมมติว่าตัวเองเป็น HR และมี Resume กองโต (500ชุด) กองอยู่ข้างหน้า หน้าที่คุณคือ เลือก Resume ให้กับ Line Manager

 

ดังนั้นด้วยเวลาที่จำกัด (เพราะ HR มีงานเยอะกว่าที่เราคิดนะครับ ไม่ใช่แค่หาคนอย่างเดียว) คุณก็ต้องเลือก Candidate ที่มีโอกาสที่ Line Manager จะเลือกสูงที่สุด และแน่นอนโอกาสสูงสุดย่อมไปตกอยู่กับ Candidate ที่มาจากสถาบันชื่อดัง

  • และเมื่อลองทำแล้วได้ผล ก็ทำต่อมาเรื่อยๆ
  • และเมื่อลองทำแล้วได้ผล ก็บอกต่อไปยังเพื่อนร่วมอาชีพ HR
  • และเมื่อลองทำแล้วได้ผล ก็ถ่ายทอดวิชาให้กับ HR คนที่ต้องรับงานต่อไป
  • และเมื่อลองทำแล้วได้ผล ย้ายไปอยู่บริษัทใหม่ ก็ทำแบบเดิม

คือ จะบอกว่า เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการสะสมประสบการณ์เป็นเวลานานมาก(หลายปี หลายสิบปี) และได้ประสบการณ์คล้ายๆกันในคนหมู่มาก จนการเป็นความเข้าใจของ HRทั่วไป

 


สถาบันการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์ใดเลยกับความสามารถในการทำงาน

(ความเห็นส่วนตัวนะครับไม่ได้อิงทฤษฎีอะไร) ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เชื่อว่า ความสามารถในการทำงานของแต่ละคนนั้น มีผลหรือมีความสัมพันธ์ใดๆเลย กับสถาบันที่จบมา เพราะขณะที่เรียนคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงาน และ Skill ที่ใช้ในการทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสอนมาจากสถาบันการศึกษา เช่น

  • Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)
  • Teamwork (การทำงานเป็นทีม)
  • Endurance (ความอดกลั้น)
  • Humility (ความอ่อนน้อมถ่อมตน)
  • Compassion (ความเห็นอกเห็นใจ)
  • Leadership (ความเป็นผู้นำ)

 

แต่นั่นคือความเห็นผมนะครับ ไม่ใช่ HR (คนที่ตัดสินเลือกคุณเข้าทำงาน) เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากจะผ่านด่าน HR ให้ได้ ใน Resume หรือในใบสมัครงาน (โดยเฉพาะเด็กจบใหม่) จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีสิ่งอื่น ที่สามารถดึงดูดความสนใจจาก HR ให้ได้มากถึงมากที่สุด ทำได้ด้วยการใส่ใจในรายละเอียดที่ HR / Line Manager ให้ความสนใจ เช่น ผลงานที่ผ่านมา (Achievement), กิจกรรมที่นอกเหนือจากการเรียน (กรณีเพิ่งจบใหม่), ประสบการณ์ที่ตรง ในตำแหน่งที่กำลังเปิดรับสมัคร, รูปแบบ Resume ที่น่าอ่าน ดูเป็น Professional เป็นต้น

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง 9 สิ่งใน Resume ที่ HR ไม่ปลื้ม

 


หากให้กล่าวโดยสรุป จริงๆ แล้วปูมหลังเรื่องการศึกษา สำคัญมาก (ในด่าน HR) เมื่อเริ่มหางานใหม่ๆ นั่นเพราะ การศึกษาเป็นสิ่งเดียวที่มี ที่ผู้อื่นจะสามารถใช้เพื่อทำนายความสามารถในการทำงานของคุณ (ขอบอกอีกครั้งว่า ในความเป็นจริง การศึกษา มีไม่ความสัมพันธ์ใดๆเลยกับความสามารถในการทำงานของคุณ)

 

แต่หลังจากนั้น (2-3ปีขึ้นไป)การศึกษาจะเริ่มลดความสำคัญลง เพราะ HR หรือ Line Manager ต่างให้ความสนใจหรือให้น้ำหนักกับความสามารถและประสบการณ์ทำงานที่ตรงตามความต้องการ ซึ่งตีความจาก Profile งานที่คุณเคยทำผ่านมา และชื่อเสียงบริษัทที่คุณเคยร่วมงานมา แทนการศึกษา

 

แล้วคุณล่ะครับ?  คิดว่า “การศึกษา” และ “ความสามารถในการทำงาน” มีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด?


ป.ล.1. add Line มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ หรือติดตามข่าวสารเฉยๆ ผมก็ดีใจแล้วครับ (Line ID : @salarydiy ถ้าดูผ่านมือถือ คลิ๊ก เพื่อ Add Line@ ได้ทันที)


ป.ล.2. เรียนเชิญผู้สนใจร่วมงาน Career Coach Meeting ที่ผมตั้งใจจัดแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือน โดยได้รับการสนับสนุนจาก iTalent (Thailand) Co., Ltd. รอบล่าสุด รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://salarydiy.com/services/meeting-seminar/ (กดปุ่ม Ctrl+D bookmark หน้านี้ไว้เป็นหน้าประจำได้เลยนะครับ)

 

Pop – Chutipong Benjasatkul

===============
เรียนรู้ – พัฒนา – ก้าวหน้า – เงินเดือนดี – มีความสุข
http://SalaryDIY.com/
http://facebook.com/SalaryDIY

 

Image courtesy of  https://pixabay.com

จำนวนผู้เข้าชม 795 ครั้ง