“เจ้านายห่วยแต่บริษัทดี” หรือ “เจ้านายดีแต่บริษัทห่วย”?


ฟังคนบ่นเรื่องหัวหน้าแย่ๆมาหลาย case ติดต่อกันหลายวัน ผมเลยลองถามคำถามสุดโต่งขึ้นมาคำถามหนึ่งแล้วถามใน facebook page iTalent, facebook page SalaryDIY, และใน Line ส่วนตัวของผม (line-id : pop-chutipong) โดยถามว่า

 

ถ้าโลกนี้มีแค่ 2 choice นี้ ให้เลือก เลือกแบบไหนกันครับ?

1. หัวหน้าดี แต่บริษัทห่วย

2. หัวหน้าห่วย แต่บริษัทดี


 

แว่บแรกที่คิดคือ คำถามสุดโต่งมากแบบนี้ ในความเป็นจริงไม่น่าจะมีกรณีแบบนี้บ่อย ดังนั้น การตั้งคำถามของผมจริงเพียงแค่ต้องการความคิดเห็นในจินตนาการของผู้ตอบก็เท่านั้น แต่ผลเป็นอย่างไร ผมลองนำบางส่วนของคำตอบที่มีคำอธิบายห้อยท้าย แบบเป็นเหตุผล เป็นคำบ่น เป็นคำตัดพ้อ รวมถึงบางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง

 

  • เลือก1ค่ะ ถ้าทำงานร่วมกันได้ดี บริษัทห่วยก็เปลี่ยนเป็นบริษัทดีได้ หัวหน้าห่วย ทนไม่ค่อยไหวค่ะ กลัวจะไปก่อน
  • หัวหน้าคือคนใกล้ตัวที่สุดในการทำงานของเรา ถ้าบริษัทดีแต่หัวหน้าห่วย เราก็โตอยากอยู่อยาก ไม่แฮปปี้ในการทำงานค่ะ แต่ถ้าหัวหน้าเราดีเพื่อนร่วมงานเราดี เราอาจจะเป็นจุดเล็กๆที่ร่วมกันช่วยกันพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้นได้
  • 1 ค่ะ หัวหน้าที่ดี จะพาทีมเดินไปได้ถูกทาง และมีเป้าหมาย
  • 1 ค่ะ ถ้าหัวหน้าห่วย เราจะโตไปได้ยังงัย ถึงบริษัทไม่ดีก้อตาม ถ้าหัวหน้าเก่งอาจจะทำให้บ.มันดีขึ้นได้
  • 1เหมือนกัน แต่ขอทัศนคติที่ดีก่อนครับ พร้อมเปิดรับ สิ่งต่างๆเรียนรู้ได้ ความคิดสร้างสรร และมุมมองสำคัญไม่แพ้กันครับ
  • 1 คับหัวหน้าที่ดีทำให้ปัจจุบันทำงานง่าย และอาจก้าวหน้าไปด้วยกันในอนาคต
  • 1 ค่ะ หัวหน้าที่ดีและเก่งจะพัฒนาทีมงานให้ดีขึ้นค่ะ
  • แบบที่1 เพราะปัจจุบันอยู่แบบที่2 เอือมสุดๆ
  • 1 ครับ เพราะเราจะช่วยกันทำให้บริษัทดีได้
  • เคยเจอทัง 2 แบบตอนแรกอยู่ บ เล็ก หัวหน้าเก่งงานสนุก ความรู้สึกดี ตอนนี้มาอยู่ บ top 10 ใหญ่มากแต่นายห่วยมากห่วยกันทั้งคณะแทบไม่รู้สึกว่าใครเก่งเลย แบบแรกมีความสุขกว่ามากครับ
  • เลือกหัวหน้าดี เพราะ ถ้าหัวหน้าดี สอนงานดี ได้ความรู้ ทำงานสักพักเก่งพอๆกับหัวหน้าแล้ว เปลี่ยนบริษัทเลย 555 แต่ถ้าหัวหน้าห่วย งานออกมาห่วย บริษัทดีแค่ไหน งานมันก้อห่วยอยู่ดี
  • ข้อ2ครับ หัวหน้าห่วยปรับได้ ค่อยเปนค่อยไป บ.ห่วย ปรับยากใช้เวลา ไม่มั่นคง
  • ข้อ 2 ค่ะ องค์กรดีแสดงถึงความมั่นคง ถึงแม้ว่าระบบการทำงานจะต้องมีหัวหน้าลูกน้อง แต่เค้าก็ไม่ได้ห้ามว่าเราจะขึ้นไปแทนที่คนห่วยๆไม่ได้นิค่ะ ^^
  • เลือกแบบที่ 2 ค่ะ เพราะว่าตอนนี้เป็นแบบที่ 1 อยู่
  • 2 เพราะสักวันหัวหน้าห่วยจะถูกเชิญออก
  • แต่ถ้าชอบ Culture ทั้งสองที่ ขอเลือก 2 ก่อนครับ อายุยังน้อยขอเรียนรู้งานเยอะๆ เพื่อนำไปพัฒนาตนเอง และต่อยอดงานในอนาคต ตามคำแนะนำที่พี่ป็อปเคยบอกครับ เพราะบริษัทดีน่าจะมีหลักสูตรเรียนรู้งานที่เข้มข้นกว่า
  • เลือกตอนแรกเลือกบริษัทดี พอทำงานเลือกหัวหน้าดี บางครั้งชีวิตก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ข้อ 1 เกิดความไม่มั่นคงในตัว พนง แน่เพราะบริษัทอาจโตยาก และอย่ายึดติดกับคนแม้ว่าจะสบายใจ เพราะอนาคตถ้าหัวหน้าลาออก แล้วเราล่ะ ข้อ 2 ต้องดูว่าห่วยด้านไหน ถ้าด้านส่วนตัวก็คงเป็นที่สไตล์การทำงาน แต่ถ้าทำงานไม่เป็นเด๋วคงถูกประเมินเองค่ะ
  • เลือกยาก ถ้าหัวหน้ามีการย้ายกันประจำก้อเลือก 2 แต่ถ้าต้องเห็นหน้ากันไปนานๆ ก้อเลือก 1

 

ผลรวมจากประมาณเกินครึ่งร้อย นั้นได้คำตอบของทั้งสองข้อพอๆกันอย่างน่าประหลาดใจ


 

หัวหน้าดีแต่บริษัทห่วย

 

แน่นอนว่าเจ้านายหรือหัวหน้าดีๆ นั้น มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เราทำงานได้อย่างสนุก เมื่อสนุกก็ส่งผลให้มีความสุข เมื่อมีความสุข งานทุกอย่างที่ทำก็ดูเปี่ยมด้วยความหมาย ทีมงานที่ทำงานด้วยกันก็รู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เหมือนได้เจอญาติพี่น้องที่พลัดพรากกันมานาน แต่…

 

แต่หัวหน้าดีๆ แบบนี้จะอยู่กับเราได้นานเท่าไหร่กัน?

 

ถ้าเก่งจริงเขาก็จะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไป หรือย้ายแผนก และเลวร้ายที่สุด สิ่งที่ลูกน้องไม่อยากให้เกิดคือ เจ้านายได้งานใหม่ แต่ในความเป็นจริงมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง เพราะด้วยความที่เป็นผู้นำที่ดี หัวหน้าที่ดีๆของเรานั้น ต้องแบกภาระอันหนักเกินคนปกติทั่วไป ทำให้ต้องเหนื่อยมากกว่าปกติเพื่อปกป้อง และดูแลทีมงานตัวเองให้อยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม แม้ในสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ของบริษัทห่วยๆ

 

จะว่าไปหากมองในระยะยาวแล้ว สิ่งที่คุณได้จากเจ้านายดีๆ ก็มีเพียงแค่ความทรงจำอันล้ำค่า แต่ไม่กลับไม่มีราคา ที่จะสามารถใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง ในการสมัครงานในที่บริษัทที่ดีขึ้น นั่นก็เพราะว่า

HR หรือว่าหัวหน้างานในบริษัทใหม่นั้น

ให้คุณค่ากับที่มาของคุณมากกว่า

ว่ามาจากบริษัทเกรดดีเพียงไร

หาใช่หัวหน้าเก่าคุณดีขนาดไหน

 

(ตัวอย่างของหัวหน้าที่คิดดีๆ ไม่มีหรอก ลูกน้องที่ไม่ดี มีแต่ หัวหน้าที่ไม่ดี)


 

หัวหน้าห่วยแต่บริษัทดี

หากว่ากันตามทฤษฎี บริษัทที่ดีจริง ด้วยระบบการคัดเลือกคน ระบบประเมินผลงานและตัวบุคคล แทบจะไม่มีโอกาสที่จะปล่อยให้บุคลากรที่นิสัยแย่ๆ นั้นเล็ดลอดอยู่ร่วมในองค์กรได้ และยิ่งเป็นบุคลากรชนชั้นหัวหน้างานแล้วละก็ โอกาสที่สามารถลอยนวลอยู่ในบริษัทนั้นมีน้อยถึงน้อยมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่เราจะได้เจอหัวหน้าห่วยๆในนั้น เพราะบางครั้งหัวหน้าที่ห่วยของเรา ก็ดันเป็นลูกน้องที่ดีของเจ้านายเขาก็เป็นได้

 

สมมติคุณไปเจอหัวหน้าห่วยๆ ที่เล็ดลอดอยู่ในบริษัทที่ดีจริงๆ แล้วเขาก็อยู่มาได้นานสองนาน แต่ด้วยระยะเวลานานขนาดนั้น คุณเองก็โอกาสที่จะแสดงฝีมือ เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่การเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น หรืออย่างน้อย Rotate ไปแผนกใกล้เคียง ก็เป็นอีกหนทางที่จะหนีจากหัวหน้าห่วยๆได้

 

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คุณถูกกักบริเวณไม่สามารถโย้ยย้ายไปไหนได้ ก็ยังมีแง่ดีอยู่อย่างคือ การที่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบได้ (ในที่นี้คือหัวหน้าห่วยๆ) ก็เหมือนเป็นทักษะหนึ่งที่คุณได้ฝึกฝนและเรียนรู้ และหากจะบอกว่าทักษะนี้เรียนรู้ไปทำไมกัน เจอหัวหน้าแย่ๆคนเดียวก็พอแล้ว ผมคงต้องบอกว่าในตลอดชีวิตของลูกจ้าง คุณต้องเจอกับ หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือผู้บริหาร ซี่งเชื่อผมเถอะว่า คนที่คุณว่าห่วยวันนี้ จะมีห่วยมากกว่ารอคุณอยู่เสมอ ดังนั้นจึงไม่เสียหายที่จะบำเพ็ญจิต ฝึกใจให้แกร่งพร้อมร่วมงานกับยอดมนุษย์พันธ์ห่วยในอนาคต

 

เอาเข้าจริง การอยู่ในบริษัทดี คุณก็ไม่ได้อยู่กับหัวหน้าของคุณตลอดเวลา แต่คุณจะแวดล้อมไปด้วยบรรดาคนเก่ง และ

การทำงานร่วมกับคนเก่งทำให้ได้เรียนรู้

และหลายครั้งความเก่งนั้นสามารถซึมซับเข้าผิวหนัง

ผ่านลงเส้นเลือดเราได้โดยไม่รู้ตัว

เช่น วิธีการทำงาน ตรรกะ แนวคิด และประสบการณ์เป็นต้น

 

หรือถ้าไม่อยากอยู่ต่อ การหางานใหม่ก็จะทำได้ไม่ยากนักหากเทียบกับคนที่อยู่บริษัทห่วยๆ เพราะบริษัทเกรด A ก็มักจะเลือกคนในบริษัทเกรด A ด้วยกันมาร่วมงาน ในขณะที่บริษัทเกรด B และ C นั้นไม่ค่อยมีตัวเลือกเหลือมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับ คนจากบริษัทเกรด B, C และ D ดังนั้นการได้เคยอยู่บริษัทดีๆ บริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็เปรียบเสมือนใบผ่านทางชั้นเยี่ยมเช่นกัน

 

(ตัวอย่างของหัวหน้าห่วยๆ ระวังนะ ลูกน้องจะเก่งกว่า : Leader)


 

Think Short-term or Long-term

อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะมีหลายคนแย้งว่า ทฤษฎี ก็คือทฤษฎี และเป็นทฤษฎีฝรั่งสะด้วย ลองมาเจอคนไทยหน่อย เจ้านายห่วยๆ เจ้านายแย่ๆ มีอยู่เต็มไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งในบริษัทเกรด A แล้ววันหนึ่งๆ เราอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้านสะอีก ดังนั้นขอให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้แบบมีความสุขอยู่กับสิ่งแวดล้อมดีๆ บ้างไม่ได้รึ

 

ทั้งหมดคงเป็นเรื่องของการเลือกระหว่าง Short-term กับ Long-term มากกว่าครับ เพราะหากคุณคิดจะเป็นพนักงานเพียงแค่ไม่กี่ปี แล้วลาออกเพื่อไปเป็นเจ้าของกิจการ ออกท่องเที่ยวรอบโลก หรือไปเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว (ซึ่งเป็นเรื่องดีทั้งหมดนะครับ) การเลือกใช้ชีวิตให้มีความสุขก็เป็นทางเลือกระยะสั้นที่นำมาซึ่งความสุขทุกคืนวัน

 

แต่ถ้าในเป้าหมายในชีวิตคุณคือ Career Path ที่ยาวไกลจนถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท การเสียสละความสุขในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน เพื่อแลกมากซึ่งสิ่งที่จะได้รับ สิ่งที่จะได้เรียนรู้นั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นการแลกที่เริ่มจะคุ้มค่า สมราคาการรอคอย

 

ถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าคุณจะได้อีกหนึ่งแนวทาง ในการวางแผนเลือกบริษัทที่คุณต้องการร่วมงานด้วย รวมถึงการวางแผนชีวิตในบริษัทปัจจุบันได้ตรงตามความต้องการทั้ง Short-term และ Long-term นะครับ

 


ป.ล.1. เรื่องบริษัทเกรด A เลือกคนที่มาจากบริษัทเกรด A ด้วยกัน ไม่ใช่ว่า 100% นะครับ เรียกว่ามีความเป็นได้สูงครับ แต่คนที่มาจากบริษัทเกรด B-C-D ถามว่ามีโอกาสไปทำเกรด A ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้ครับ เพียงแต่อาจจะยากสักหน่อย


ป.ล.2. add Line มาแชร์เรื่องต่างๆ หรือให้ผมช่วยแนะนำทางเลือกกันได้นะครับ หรือติดตามข่าวสารเฉยๆ ผมก็ดีใจแล้วครับ (Line ID : @salarydiy ถ้าดูผ่านมือถือ คลิ๊ก เพื่อ Add Line@ ได้ทันที)

ป.ล.3. เรียนเชิญผู้สนใจร่วมงาน Career Coach Meeting ที่ผมตั้งใจจัดแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือน โดยได้รับการสนับสนุนจาก iTalent (Thailand) Co., Ltd. รอบล่าสุด ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://salarydiy.com/services/meeting-seminar/ (กดปุ่ม Ctrl+D bookmark หน้านี้ไว้เป็นหน้าประจำได้เลยนะครับ)

 

===============
เรียนรู้ – พัฒนา – ก้าวหน้า – เงินเดือนดี – มีความสุข
http://SalaryDIY.com/
http://facebook.com/SalaryDIY
Image courtesy of [“Boss Complaining” by jesadaphorn] at FreeDigitalPhotos.net

จำนวนผู้เข้าชม 7,513 ครั้ง

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *