Daily Archives: November 10, 2015


การสื่อสารในศตวรรษแห่งอินเทอร์เน็ตมักหมายถึงการใช้อีเมล แต่ถึงแม้อีเมลจะทรงพลังและมีประโยชน์มากมายก็ตาม แต่มันอาจทำให้มนุษย์ที่มีความสุขและมองโลกในแง่ดีมีอาการขนพองสยองเกล้าได้เหมือนกัน ต่อไปนี้เป็นหลักการที่เราใช้เพื่อลดลางสังหรณ์แบบนั้น   1. รีบตอบให้เร็ว มีคนอยู่ 2 แบบคือ แบบที่เราเชื่อใจได้ว่าจะตอบอีเมลโดยไม่ชักช้า กับอีกแบบหนึ่งทำอย่างนั้นไม่ได้ พยายามเป็นแบบแรกให้ได้ คนเก่งที่มีงานยุ่งมากๆ ที่เรารู้จักส่วนใหญ่เป็นคนตอบอีเมลเร็วมาก ไม่เฉพาะกับเราหรือใครบางคนเท่านั้น แต่ตอบเร็วสำหรับทุกคน การตอบอีเมลเร็วช่วยสร้างกลุ่มสื่อสารโต้ตอบเชิงบวก ทำให้ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานอยากให้คุณมาร่วมวงสนทนาและตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ การตอบอีเมลจากทุกคนอย่างรวดเร็วยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่มีโครงสร้างแบบราบและให้ความสำคัญแก่หลักธรรมาธิปไตยที่คุณพยายามปลูกฝังอีกด้วย คุณอาจตอบสั้นๆ ว่า “รับทราบ” อย่างที่เราชอบใช้ก็ได้ และเมื่อคุณมีความมั่นใจในการตอบกลับอย่างรวดเร็ว ก็เท่ากับเป็นการบอกใครๆอย่างชัดเจนว่า ถ้าไม่มีคำตอบมาหมายความว่าอะไร ในกรณีของเรามักแปลว่า “รับทราบและเดินหน้าได้” ซึ่งดีกว่าการไม่ได้รับคำตอบจากคนอื่นๆ ซึ่งกรณีนั้นมักหมายความว่า “งานเยอะท่วมหัว ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้อ่านโน้ตคุณ ถ้าอยากได้คำตอบละก็ รออีกหน่อยก็แล้วกัน แล้วอีกอย่างคือ ผมไม่ชอบขี้หน้าคุณ”   2. เวลาเขียนอีเมล ทุกคำมีความสำคัญ พูดเยิ่นเย้อไม่มีประโยชน์ ควรเขียนอีเมลให้สั้นกระชับ ถ้าต้องพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อธิบายอย่างชัดเจน การเขียนอีเมลให้ได้ดีต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ไม่ใช่น้อยกว่าปกติ เพราะต้องร่างแล้วอ่านทบทวนและตัดคำที่ไม่จำเป็นออกไป เอลมอร์ เลเนิร์ด นักเขียนนวนิยายผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยตอบคำถามเรื่องการเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จว่า “ผมตัดส่วนที่คนอ่านข้ามทิ้งออกไป” อีเมลส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยเรื่องที่คนไม่จำเป็นต้องอ่าน   […]

9เคล็ด(ไม่)ลับ ใช้อีเมลให้เป็น ตามสไตล์ Google


“โหย พี่ก็รู้ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เจ้านายผม ไม่ใช่ผมเลย” ดูเหมือนช่วงหลังๆ ผมจะได้รับคำถามแนวประมาณ เบื่อหัวหน้า ทนหัวหน้าไม่ไหว เยอะขึ้นๆ เรื่อยๆ และส่วนใหญ่ก็มาจากน้องที่เพิ่งจบ หรือทำงานได้ไม่นาน   ส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่า หลักในการแก้ปัญหาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากความเชื่อ (Belief) ของคนๆนั้นหากเราคิดหรือเชื่อแบบไหน เราก็จะแก้ปัญหาแบบนั้น หรือในแนวทางนั้น เพราะฉะนั้น หากเราคิดว่า ตัวการของปัญหานั้นไม่ใช่เรา เราก็ต้องไปแก้ที่คนอื่น ในทางกลับกันถ้าเราคิดว่า ปัญหานั้นเกิดจากเรา ก็จะเริ่มสำรวจตัวเราก่อน และเริ่มแก้ที่ตัวเราก่อน   กลับมาที่ประโยคนี้ “โหย พี่ก็รู้ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เจ้านาย ไม่ใช่ผมเลย” จะเห็นได้ว่า ผู้พูดนั้นเชื่อว่าปัญหาที่เขาประสบอยู่นั้น มีสาเหตุมาจากคนอื่น หรือปัจจัยภายนอก และก็มีความรู้สึกว่า ปัจจัยภายนอกนั้น อยู่เหนือความควบคุม   สมมติว่าเรื่องนี้เกิดเป็นเรื่องจริง สิ่งที่เราทำได้คือ รับสภาพ อย่างนั้นหรือ??   ถ้าไม่ชอบทางเลือกนั้น ผมมีอีกทางเลือกคือ เราต้องเริ่มเปลี่ยนตัวเอง (น้องหลายคนต้องแอบบ่นแย้งกับผมแน่ๆ ว่า “อ่าว ไหงพี่บอกว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น แล้วทำไมแนะนำให้เปลี่ยนตัวเองก่อนซะงั้นล่ะ”)   ความหมายของการเปลี่ยนตัวเองสำหรับผมนั้น มันต้องไม่ธรรมดาครับ ต้องเป็นระดับ […]

โหย พี่ก็รู้ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เจ้านาย ไม่ใช่ผมเลย