Work-life Balance


อะไรที่เป็นความลับ มักจะหอมหวาน อะไรที่เกี่ยวกับฐานะการเงินคนอื่น มักจะยั่วยวน ชวนค้นหา   และเมื่อสองเรื่องนี้มาประกบร่างกัน ก็จะกลายเป็น “เรื่องเงินเดือนของคนอื่น” นั้นเป็นเรื่องหอมหวาน และช่างยั่วยวน ชวนค้นหา   เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะถูกกำหนดให้เป็นเรื่องผิดวินัยร้ายแรงของทุกบริษัท ที่ห้ามไม่ให้มีการเปิดเผยเงินเดือนของตัวเอง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะมีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถพิเศษในการค้นหาเงินเดือนชาวบ้าน (ผมขอเรียกเขาเหล่านั้นว่า X-men) เท่านั้นไม่พอ นอกจาก X-men จะรู้แล้ว เขายังทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลทางลับ ให้แก่ชาวโลกได้รับรู้ ก่อนหน้านั้น (ตอนที่ยังเป็นผมยังมีสถานะเป็นมนุษย์เงินเดือน) ผมเคยมีความสงสัยเป็นอย่างมากกว่า X-menเหล่านั้น เขาใช้วิธีอะไรในการหาข้อมูล แต่หลังจากที่ผมได้มีโอกาสทำงานเป็น Headhunter ความจริงก็เริ่มค่อยๆ ปรากฎขึ้นทีละน้อยๆ   สิ่งที่ X-men คิดว่าเขารู้ คิดว่าเขานั้นมีของ แท้จริงแล้วคลาดเคลื่อนตลอดๆ ที่สำคัญคือ ชอบให้ราคาสูงเกินจริง เช่น ได้เงินเดือน 20,000 ก็จะเดาว่าได้ 50,000 พูดง่ายๆคือ ไม่ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญ   นอกเสียจากคุณจะเห็น Slip เงินเดือนคนนั้น […]

ทำไง อยากรู้เงินเดือนของคนอื่น


1
บรรยากาศอันวุ่นวาย และเร่งรีบชนิดตัวใครตัวมัน เพื่อเตรียมตัวก่อนการประชุมต้นเดือน ซึ่งเป็นการประชุมรวมทีมงานทั้งหมดเพื่อสรุปผลงานเดือนที่ผ่านมา และแผนงานสำหรับเดือนที่กำลังจะมาถึง   ท่ามกลางความวุ่นวาย Salesman ผู้น้อยแทรกตัวด้วยความเงียบปนความเหนื่อยจากการเดินทางอย่างเร่งรีบจากต่างจังหวัด ขับรถเพื่อเข้ากรุงให้ทันการประชุมสำคัญครั้งนี้   ปกติจะมีการเรียงคิวสรุปผลงานตาม Salesman ที่มียอดขายจากมากไปน้อย แต่ยังไม่ทันได้เริ่มเขากลับขออนุญาตเป็นคนแรกที่ Present เปิดการประชุม ทั้งๆ ที่รู้ว่า Presentation ของตนเองนั้นยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร แต่เขาทำใจแล้วที่พร้อมจะน้อมรับคำตำหนิ   หากรวมเรื่องที่เขาไม่ได้เข้าประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว จากงานเร่งด่วนที่อยู่นอก Plan ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่า คำตำหนิว่ากล่าววันนี้จักต้องทวีความหนักหน่วงเป็นเท่าตัว อย่างเป็นแน่แท้   ก่อนเริ่มเขาได้ขออนุญาต ผ.อ. ฝ่ายขายว่า “หลังจาก Present เสร็จ ผมขออนุญาตลากลับบ้าน เพื่อไปดูแลแม่ที่ป่วยกระทันหันเมื่อคืนวานนะครับ”   ไม่ทันสิ้นเสียง ผ.อ. รีบพูดแทรกขึ้นว่า “Presentation ของคุณวันนี้ข้ามไปก่อนได้เลย ถึงคุณไม่อยู่ คุณยังมีเจ้านายคุณอยู่(ให้ Present แทน / ตอบคำถามแทน) ลูกน้องคุณน่ะก็มีตั้งหลายคน แต่แม่คุณน่ะ มีคุณคนเดียว คุณไปได้เลย แล้วจริงๆ […]

ลูกน้องคุณน่ะ มีตั้งหลายคน แต่แม่คุณน่ะ มีคุณคนเดียว : Leader


หลังๆ มานี่ นอกจากผมจะได้ยินคนในยุคเดียวกับผม (Gen X) ที่ประสานเสียงถามหางานที่สามารถให้ Work-life Balance ได้ กลับเป็นว่าเด็กจบใหม่ หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน (Gen Y) ต่างก็มีความคิดที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากกัน คือ ต่างก็โหยหาคำว่า Work-life Balance ประหนึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยุคที่ทุกอย่าง Smart ไปหมด   สมัยผมทำงานใหม่ๆ(10กว่าปีที่แล้ว) ตอนนั้นก็ไม่ขี้เหร่นะครับ มี Notebook (ขนาดไม่เหมาะแก่การพกพา) แจกให้พนักงานแล้ว แต่ก็ใช้ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า การส่ง Order ลูกค้าเข้าบริษัท และเปิดดู Report ยอดขายประจำวัน ผ่านการต่อ Internet ความเร็วต่ำผ่านสายโทรศัพท์ในโรงแรม ไม่มีหรอกครับร้านกาฟงกาแฟ wifiนี่ยังไม่เกิดครับ   สมัยนี้ โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ สามารถทำได้ทุกอย่าง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ทำไม…..งานถึงไม่น้อยลง แต่กลับมีมากขึ้น แถมมีตลอดเวลา กลับกลายเป็นว่ายุคนี้โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ เป็นตัวกำหนดให้เราต้องทำงานทุกงานให้ได้ทุกที่ ตลอดเวลา ในปริมาณงานที่มหาศาล แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน   ผมคงไม่กล้าเถียงว่า Technology มีส่วนทำให้ […]

พ่อรู้รึเปล่าว่า อะไรทำให้หนูมีความสุข? : Work-life Balance



ถ้าให้พี่เลือก 3 ที่ บริษัทไหนแย่น้อยที่สุด?   คำถามนี้อาจฟังดูแปลกๆ สำหรับผมหรือคนที่ได้รับฟังไม่ใช่น้อย เพราะเราต่างก็คุ้นชินกับการเลือกของที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองในทุกๆเรื่อง ยิ่งเป็นเรื่องของอาชีพการงานนั่นไม่ต้องพูดถึง แม้ว่าจะดีแล้ว เราก็อยากจะให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ   ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่า ปัจจุบันรุ่นน้องผมที่ตั้งคำถามนี้ ปัจจุบันร่วมงานอยู่กับบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทมีชื่อเสียงในวงการ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) พอสมควร จะเรียกได้ว่าอยู่ใน Top 10 ก็น่าจะได้   รุ่นน้องผมเริ่มต้นการสนทนา ด้วยการไถ่ถามผมเพียงว่า “ช่วงนี้ผมมีงานที่เหมาะกับเขาหรือไม่?” ด้วยความคุ้นเคยผมจึงทึกทักเดาเอาเองว่า ที่ทำงานปัจจุบันคงไม่ตอบโจทย์เรื่้องความก้าวหน้าของรุ่นน้องผม เขาจึงมีความต้องการจะเปลี่ยนงานใหม่ให้ได้งานที่ดีขึ้น   จากนั้นผมก็เริ่มหลับหูหลับตาให้คำแนะนำ ไล่ไปตั้งแต่ บริษัทเบอร์หนึ่ง บริษัทเบอร์สอง สาม สี่ ห้า เพียงเพื่ออยากให้เขาได้บรรลุเป้าหมายเรื่องความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพ ชนิดติดจรวดไปได้เร็ว ไปได้ไว และไปได้ไกลใน Career Path ที่เขาถนัด   (คำแนะนำทั้งหมดเกิดจากความหวังดีที่ต้องการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับรุ่นน้องคนนี้ สิ่งที่ดีที่สุดจากการเดาของผม)   แต่หลังจากพูดคุยกันถึงตรง ผมก็นึกได้ว่า […]

บริษัทไหนแย่น้อยที่สุด? : Career Path


“วันนี้คุณถูกจ้างให้ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำมัน เพราะมันคือหน้าที่!!”   ประโยคยอดนิยมตลอดกาลที่หัวหน้าหรือเจ้านาย(บางจำพวก) ใช้เป็นท่าไม้ตาย เพื่อให้ลูกน้องหยุดบ่นเวลาที่ต้องทำงานที่ไม่ชอบ แต่ต้องฝืนทำ หนีไม่พ้นประโยคข้างต้น แต่ก็น่าจะที่มีหัวหน้าอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่า ประโยคนี้ช่วยได้แค่ทำให้ลูกน้องหยุดบ่น แต่ไม่ช่วยให้หยุดเบื่อ เซ็ง เหนื่อย ท้อ ได้เลยแม้แต่น้อย เผลอๆ เป็นการสุมไฟให้ลุกโชนกว่าเก่า   แน่นอนครับว่า สำหรับคนที่ทำงานอย่างมีความสุข คงไม่ต้องการประโยคนี้   แต่สำหรับคนที่กำลังทุกข์กับงาน ฟังประโยคนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า “ของขึ้นเลย” เพราะมันไม่ใช่ทั้งประโยคให้กำลังใจ หรือประโยคปลอบใจ แต่เป็นประโยค(บังคับ)ให้ทำใจ ประมาณว่า “รู้สึกอะไรก็ได้ (ไม่ว่ากัน) เสร็จแล้วช่วยกลับมาทำงานต่อด้วยนะ”   ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีอารมณ์แบบนี้ เคยมีคนแจกประโยคแบบนี้ให้เหมือนกัน บอกเลยว่ารู้สึกไม่ชอบประโยคนี้เช่นกัน และบอกตรงๆ ว่าก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะจัดการกับอารมณ์แบบนั้นยังไง ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า ชีวิตเราน่าจะมีทางเลือกมากกว่านี้ หรืออย่างน้อยๆ เลือกเปลี่ยนงานเลยละกัน แต่คราวนี้ขอเลือกที่แบบที่ตรงกับความต้องการส่วนตัวทุกอย่าง ขอสารภาพว่าผมเคยเลือกใช้วิธีนี้อยู่ครั้งหรือสองครั้ง   แน่นอนว่า ทางออกแบบนั้น ช่วยได้แค่ชั่วคราว แต่แล้วความคิดผมก็เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำถามคำถามหนึ่ง คำถามที่ทำให้อารมณ์ “ของขึ้น” เปลี่ยนเป็น “เข้าใจ” […]

ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำมัน เพราะมันคือหน้าที่!!


2
“สวัสดีคะ ติดตามอ่านบทความทางเฟสมานานละคะ เลยขอปรึกษา ทำงานมานาน ที่ผ่านผลงานเข้าตามาตลอด จนกระทั่งเราได้ลาคลอด แล้วกลับมาทำงาน เราโดนผู้ใหญ่พูดตรงๆว่า หลังจากคุณมีลูกความตั้งใจของคุณหายไปครึงนึงเลยนะ เราเลยคิดว่า ผู้ใหญ่วัดจากอะไร”   ตอบ : ขอเล่าก่อนว่าผมเคยผ่านการทำงานในหลายบริษัท แน่นอนว่าเคยผ่านการมีหัวหน้ามามากกว่านั้น บางบริษัทปีหนึ่งเปลี่ยนหัวหน้าไปสองคน  และหัวหน้าแต่ละคน แม้จะเก่งเหมือนกัน แต่สไตล์ในการทำงานนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนทำงานด้วยแล้วก็รู้สึกสบาย บางคนทำด้วยแล้วรู้สึกแบบนั้น โดยแต่ละบริษัทที่เคยร่วมงานจะมีวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่คล้ายกันคือ Result-oriented หมายความว่าเน้นที่ผลลัพธ์ของงาน มากกว่าสิ่งอื่นใด เช่น วิธีการ เครื่องมือ   Corporate Culture เปรียบเสมือนตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของคนในองค์กร มีทั้งแบบที่เกิดจากความตั้งใจ และเกิดด้วยความไม่ตั้งใจ ดังนั้น หากเหตุการณ์ที่ถาม เกิดขึ้นกับผม ผมก็แค่คิดว่าว่า ก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ของหัวหน้า ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับตัววัฒนธรรมองค์กรนั้นๆก็เป็นได้ ผมขออนุญาตเล่านิทานให้ฟังเรื่องนึงนะครับ (ย้ำว่าเป็นนิทานที่ไม่มีอะไรเป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย) (อีกบทความที่เกี่ยวกับ Corporate Culture – ผิดที่ ผิดทาง ผิดCulture? – ผิดที่ใคร) บริษัทญี่ปุ่น กับ บริษัทอเมริกาเหนือ ตกลงที่จะแข่งเรือแคนูที่แม่น้ำ […]

อเมริกันสไตล์ (คน)สั่ง 8 (คน)ทำ 1 : Corporate Culture



คุณเคยร่วมวงสนทนาแบบนี้มั๊ยครับ? วงสนทนาที่พูดคุย(เม้าท์มอย)ถึงเรื่องที่ใครสักคนกำลังจะลาออก การสนทนานั้นจะออกรสออกชาติมากขึ้นถ้าเกิดเหตุการณ์ประมาณนี้ “พี่ที่สนิทกันกำลังจะลาออกเนื่องจากว่าบริษัทรับพนักงานงานมาใหม่ซึ่งอายุ ตัวและอายุงานน้อยกว่าพี่เค้าหลายปี แต่เข้ามาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ทำงานเดียวกันครับ พี่เค้าเป็นคนเก่งนะเห็นลาออกไปก็เสียดาย แต่ทำไงได้เพราะบริษัทไม่คิดจะให้เค้าโตเองครับ” คัดลอกมาจากกระทู้ : http://pantip.com/topic/33497956   ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณน่าจะรู้จัก เคยร่วมงาน หรืออย่างน้อย เคยได้ยินเรื่องราวของคน 2 ประเภทนี้ ประเภทแรก “ขี้บ่น” คนประเภทนี้ เรามักจะได้ยินพวกเขาบ่นแล้วก็บ่น บ่นจริงบ่นจัง บ่นวันละหลายสิบรอบ ว่าจะลาออก ถ้าถามเหตุผลว่าทำไมอยากลาออก เขาก็จะสามารถ List เหตุผลได้ยาวเป็นกิโลว่า เพราะอย่างงั้น ไม่อยากจะอยู่ต่อเพราะอย่างงี้ ทนไม่ได้แล้วกับพฤติกรรมนั้นนี้ของใครบางคน   แต่คนประเภทนี้ เฮ้ย สุดท้ายทำไมอยู่ท้น……….ทน ผ่านไปเป็นเดือนเป็นปียังบ่นต่อไปโดยไม่ลาออก   ประเภท “เงียบ ไม่เคยบ่น” คนประเภทนี้มักจะทำตัวปกติมาก ไม่มีพิรุธ รับได้ทุกอย่าง ใครจะด่าใครจะว่าก็ไม่หือไม่อือ และแน่นอนว่าเราจะไม่เคยได้ยินประโยคที่บอกว่า “อยากจะลาออก” จากคนประเภทนี้เลย   คนประเภทนี้ เรารู้ตัวอีกที อีก 2 […]

อ้าว! ทำไม เรื่อง*แค่นี้*ถึงไม่บอกกันก่อน : Career Path


6
“ที่รักจ๋า!! ที่พี่เลือกย้ายไปบริษัท(ใหม่)นี้ เพราะว่างานน้อยกว่าที่เดิม และพี่จะได้กลับบ้านเร็วขึ้น จะได้ใช้เวลาอยู่กับลูก กับครอบครัวมากขึ้น”   ก่อนจะตัดสินใจยื่นใบลาออกผมวาดฝันสวยหรู และบอกกับภรรยาผมด้วยประโยคข้างต้น   แต่ปรากฏว่าที่ใหม่ (หลังจากทำมาได้หนึ่งเดือน) กลับบ้านดึกกว่าเดิมมาก ไม่เคยได้กลับก่อนสี่ทุ่มเลย ผมและภรรยาก็เริ่มจะมีปากเสียงกันมากขึ้น แต่ที่สำคัญเมื่อก่อนยังพอมีเวลาเจอหน้าลูกบ้าง แต่ตอนนี้ถ้าวันธรรมดาแทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกเลย   ผมก็เลยตัดสินใจหางานใหม่(กว่า) และตอนนี้ก็ได้ที่ใหม่(กว่า)แล้ว และกำลังจะย้ายไปเดือนหน้า แต่คราวนี้ผมจะไม่พลาดเหมือนคราวก่อน ผมทำการบ้านอย่างดี เช็คแล้วเช็คอีก กลับบ้านเร็วแน่นอน —จบการสนทนา—– คาดว่าน่าจะมีหลายคนที่ตามลุ้นเหมือนผมเป็นแน่ว่า การเปลี่ยนงานอีกครั้งของเขา จะโดนภรรเมียด่าหรือไม่ (เหมือนจะขำ แต่ถ้าใครไม่เจอกับตัวไม่เข้าใจแน่นอน)   แต่จะมีกี่คนที่โชคดีในความโชคร้ายแบบเขาคนนี้ ที่พอเปลี่ยนงานปุ๊บ รู้สึกไม่พอใจ ก็สามารถหางานใหม่ได้ปั๊บ   และถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ใช่คนประเภทที่โชคเข้าข้างสักเท่าไร ผมแนะนำให้ท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจ “การเปลี่ยนงานมีความเสี่ยง” และจะเสี่ยงมากขึ้นถ้าคุณมีภรรยา (อันนี้ประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆครับ)   ความเสี่ยงที่ว่าเปรียบเสมือนภาพภูเขาน้ำแข็งที่ปรากฏให้เราเห็นยอดเพียงน้อยนิด แต่ซ่อนความน่ากลัวอันยิ่งใหญ่ภายใต้ผิวน้ำ และรอวันที่จะปรากฏพ้นผิวน้ำทีละนิดๆ หลังจากเราเริ่มไปทำงาน   ความเสี่ยงคือ โอกาสที่จะไปเจอสิ่งที่เลยร้ายกว่าเดิม แต่สำหรับคนที่บอกว่า “เอาน่า เรื่องเล็กน้อย รับความเสี่ยงได้” ผมก็ขออวยพรให้โชคดีครับ […]

การเปลี่ยนงานมีความเสี่ยง (โดนเมียด่า) : Job


ในยุค 4G A : แกแก ชั้นมีเรื่องจะเล่า B : เหรอๆ ว่าๆ A : ชั้นอ่ะ ได้ยินว่า นัง ก.ไก่ น่ะมัน xxx อย่างงั้น xxx อย่างงี้ B : เหรอๆ มิน่าหล่ะ วันก่อนชั้นก็อ่านหน้าเฟส(Facebook)ของชี ชั้นก็สงสัยตั้งแต่วันนั้นแล้วหล่ะ แหมๆๆ ชีนี่แย่จริงๆ   ในยุคจีนโบราณ วันหนึ่งสหายนักปราชญ์ได้เปรยกับ ปรมาจารย์ผู้ซึ่งมีผู้นับหน้าถือตาและเป็นที่เชื่อถือแห่งยุค ว่า   “ท่านรู้หรือไม่? ข้าพเจ้าเพิ่งได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสหายท่านหนึ่งของท่านมา”   “ช้าก่อนสหาย” ปรมาจารย์กล่าว “ก่อนที่ท่านจะเล่า ข้าพเจ้าขอให้ท่านนำเรื่องที่ท่านจะเล่า ผ่านการกลั่นกรอง 3 ขั้นตอนนี้เสียก่อน”   “อะไรคือ การกลั่นกรอง 3 ขั้นตอน?”   ปรมาจารย์กล่าวต่อ “ก่อนที่ท่านจะเล่าอะไรเกี่ยวกับสหายของข้าพเจ้า คงจะดีหากท่านได้หยุดพินิจพิเคราะห์ และกลั่นกรองสิ่งนั้นเสียก่อน” […]

กลั่นกรอง 3 ขั้นตอน